โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มรดกที่พ่อหลวงฝากไว้ในแผ่นดิน
เขียนโดย ศศิชา อิสระศรีโรจน์
เผยแพร่โดย สำนักข่าว Thailand Today’s in news🦅🦅
Date 05.12.68 Time 14:02 am.

ไม่มีที่ไหนในแผ่นดินไทยที่พ่อหลวงจะไม่ย่างพระบาทไปถึง ทุกแห่งหนที่เป็นความยากลำบากของประชาชนพ่อหลวงจะแก้ไขปัญหาด้วยพระองค์เอง …
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เป็นกษัตริย์ลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ทว่าคนไทยยังคงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ เนื่องเพราะตลอดการครองสิริราชสมบัติเป็นต้นมา พระองค์ท่านทรงทุ่มเทพระราชหฤทัยตรากตรำพระวรกายพัฒนาสร้างสรรค์บ้านเมืองอย่างมิหยุดหย่อน
พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท เพื่อค้นหาข้อมูลที่เป็นปัญหาแท้จริงจากประชาชน และทรงสังเกตการณ์ สำรวจสภาพทางภูมิศาสตร์ เพื่อรวบรวมข้อมูลไว้เป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อบรรเทาปัญหา บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ปวงประชาราษฎร์มาโดยตลอด
กำเนิดโครงการพระราชดำริ
ด้วยความห่วงใยนี้เองจึงเป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๔,๖๘๕ โครงการ แบ่งออกเป็น โครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ โครงการพัฒนาด้านเกษตร โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ โครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข โครงการพัฒนาด้านคมนาคม/สื่อสาร โครงการด้านสวัสดิการสังคม/ศึกษา และโครงการพัฒนาแบบบูรณาการ/อื่นๆ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ความตอนหนึ่งว่า
“หลักสำคัญต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”
โครงการพระราชดำริที่นับว่าเป็นโครงการพัฒนาชนบทโครงการแรก เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน รถบลูโดเซอร์ให้หน่วยตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร ไปสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล ตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ เพื่อให้ราษฎรสามารถสัญจรไปมา และนำผลผลิตออกมาจำหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวกขึ้น
จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ มีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ เพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง เดือดร้อนของประชาชน โดยสร้างเสร็จใช้ประโยชน์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ นับเป็นโครงการพระราชดำริทางด้านชลประทานแห่งแรกของพระองค์
นอกจากนั้นพระองค์ยังมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเน้นการพัฒนาด้านการเกษตรสมบูรณ์แบบ พัฒนาเรื่องดิน และจัดระบบเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์อย่างเหมาะสม มีจำนวนทั้งสิ้น ๖ ศูนย์ ได้แก่
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่างคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส
โครงการพระราชดำริที่สำคัญ
ตลอดพระชนม์ชีพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือราษฎร ผ่านโครงการต่างๆ มากมาย ซึ่งโครงการที่เป็นที่รู้จักกันดี อย่างโครงการแก้มลิง เป็นแนวคิดในพระราชดำริในการแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ จึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว ครั้นเมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วน ที่กักเก็บไว้ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว ทรงมีพระราชกระแสอธิบายว่า
“ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง” ด้วยแนวพระราชดำรินี้จึงเกิดเป็นโครงการแก้มลิงขึ้นมา
การพัฒนาอย่างยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติด เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวเขายังสะท้อนผ่านมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สืบสานและต่อยอดพระราชกรณียกิจ ด้านการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จย่า ผู้ซึ่งเป็นพระบรมราชชนนี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ และ ๙ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนประกอบอาชีพที่สุจริต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยเป็นการแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น ให้ชาวเขาหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ อย่างแมคคาเดเมีย และกาแฟสายพันธุ์อะราบิก้า รวมถึงการผลิตผ้าทอดอยตุง อันเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ พัฒนาอาชีพและผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ดอยตุงออกจำหน่ายนำรายได้กลับคืนมาพัฒนาชุมชน สามารถปรับตัว เข้าสู่วิถีความเป็นอยู่แห่งความพอเพียงและยั่งยืน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังเต็มไปด้วยพระปรีชาญาณ และมีอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน ทรงให้ความสำคัญกับหญ้าแฝก จนเป็นที่มาของโครงการทดลองปลูกหญ้าแฝกในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝกเป็นครั้งแรกกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ในขณะนั้นว่า ให้ทำการศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และอนุรักษ์ความชุ่มชื้นไว้ในดิน เพราะขั้นตอนการดำเนินงานเป็นวิธีการแบบง่ายๆ ประหยัด และที่สำคัญคือเกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ โดยไม่ต้องให้การดูแลภายหลังในการปลูกมากนัก และได้พระราชทานพระราชดำริอีกกว่า ๒๐ ครั้ง เกี่ยวกับการนำหญ้าแฝก มาใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ดังเช่นเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๔๐ ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า
“ปลูกหญ้าแฝกจะต้องปลูกให้ชิดติดกันเป็นแผง และวางแนวให้เหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศเป็นต้นว่าบนพื้นที่สูงจะต้องปลูกตามแนวขวางของความลาดชันของร่องน้ำ บนพื้นที่ราบจะต้องปลูกรอบแปลง หรือปลูกตามร่องสลับกับพืชไร่ ในพื้นที่เก็บกักน้ำจะต้องปลูกเป็นแนวเหนือแหล่งน้ำ หญ้าแฝกมีหลักวิธีดังนี้ จะช่วยการป้องกัน การพังทลายของหน้าดิน รักษาความชุ่มชื้นในดิน เก็บกักตะกอนดินและสารพิษต่างๆ ไม่ให้ไหลลงในน้ำ ซึ่งจะอำนวยผลประโยชน์อย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนการฟื้นฟูดินและป่าไม้ให้สมบูรณ์ขึ้น”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังได้ทำการทดลองเรื่องดินในศูนย์การศึกษาพัฒนาฯ ซึ่งเป็นที่มาของโครงการสำคัญต่างๆ ในการปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมให้ได้ใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับประชาชนก็คือ “โครงการแกล้งดิน” ที่ได้ดำเนินการในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ได้พระราชทานแนวพระราชดำรัสไว้ดังนี้
“ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัด โดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีแก้ดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษา ทดลองในกำหนด ๒ ปี และพืชทำการทดลองควรเป็นข้าว”
พระองค์ท่านได้ศึกษาและพัฒนาพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวให้เป็นดินที่มีคุณภาพ สามารถทำการเพาะปลูกได้ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาสยังได้น้อมนำพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรในบางพื้นที่ที่มีปัญหาการพัฒนาปรับปรุงดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินทราย ดินดาน ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลาย สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขี้น
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งมวลได้พัฒนาชีวิตประชาชนไทยให้อยู่แบบยั่งยืน และมีความสุข สมดังพระราชปณิธานในวันที่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ว่า
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
ถึงวันนี้พระราชปณิธานในวันนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นมรดกของแผ่นดินที่พระองค์ท่านได้ฝากไว้แก่ปวงชนชาวไทยตราบชั่วนิรันดร์
ข้อมูลอ้างอิง :
http://www.chaipat.or.th/index.php
http://www.maefahluang.org/index.php?lang=th