Written by Sasicha Isarasriroj Now 3.10.68 Time 17.01 pm 🦅🦅
‘อย่าให้เสียทีแก่เขา และสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ของเขาควรเรียนรู้ไว้’ พระราชดำรัสสุรเสียงของ ’รัชกาลที่ 3’บิดาแห่งการค้าและที่ตั้งของ ‘ลานเจษฎาบดินทร์’ รอบเกาะรัตนโกสินทร์
ชวนมาท่องเที่ยว เดินหามุมสวย ๆ ถ่ายบันทึกภาพเอาไว้เป็นความทรงจำระหว่างคนรักหรือครอบครัว ณ ลานเจษฎามหาบดินทร์ หรือชื่อเต็มคือ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ มีรูปทรงศาลาทรงลำยองรูปแบบ สถาปัตยกรรมไทยประเพณี ภูมิทัศน์ของลานยังประกอบด้วยสวนหย่อมและไม้ดอกไม้ประดับที่จัดไว้อย่างสวยงาม เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นมุมที่งดงามแห่งหนึ่งของเกาะรัตนโกสินทร์

ลานเจษฎามหาบดินทร์ แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ทรงมีคุณูปการอย่างสูงต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระบรมรูปประทับนั่งอย่างสง่างาม ถือเป็นจุดศูนย์กลางของการสักการะและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
กว่าจะมาเป็นหน้าพระลาน

ที่มาของชื่อชื่อลาน ตั้งตามพระนามกรมของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยมีวันสำคัญที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น วันระลึกถึงพระมหาเจษฎาราชเจ้า หรือ “วันเจษฎาบดินทร์”
กอปรลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์และพระบรมราชานุสาวรีย์ได้ถูกสร้างขึ้นในโอกาสมหามงคลวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพบรรจบครบ 200 ปี ของรัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2530 ลานแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ตั้งของ พลับพลารับพระราชอาคันตุกะ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในวาระสำคัญของประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2533
จุดสังเกตของลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

ลานแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ทรงมีคุณูปการอย่างสูงต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระบรมรูปประทับนั่งอย่างสง่างาม ถือเป็นจุดศูนย์กลางของการสักการะและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นพลับพลารับแขกเมืองโดยมี พลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นศาลาทรงลำยองรูปแบบ สถาปัตยกรรมไทยประเพณี ตั้งอยู่คู่กัน พลับพลานี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงรับพระราชอาคันตุกะ (แขกบ้านแขกเมือง) ในโอกาสสำคัญของประเทศ ทำให้ลานแห่งนี้มีความสำคัญในฐานะสถานที่จัดงานรัฐพิธีและพิธีสำคัญ โดยมีทัศนียภาพที่งดงาม (Golden View) เหนือจินตนาการ ลานนี้ตั้งอยู่บริเวณมุมถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนมหาไชย ซึ่งเป็นจุดที่เปิดโล่ง ทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามเป็นพิเศษ โดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญที่โดดเด่นในเขตเมืองเก่า ได้แก่ 1. โลหะปราสาท ของ วัดราชนัดดารามวรวิหาร 2.ป้อมมหากาฬ 3. พระบรมบรรพต หรือวัดภูเขาทอง และวัดสระเกศ โดยสามารถมองเห็นในมุมกว้าง มีการจัดภูมิทัศน์ของลานยังประกอบด้วยสวนหย่อมและไม้ดอกไม้ประดับที่จัดไว้อย่างสวยงาม ทำให้เป็นมุมถ่ายภาพและพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
4. มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์พื้นที่ในอดีตถึงปัจจุบัน 5. ลานแห่งนี้มีประวัติการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เนื่องจากเดิมเคยเป็นที่ตั้งของ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ก่อนจะถูกรื้อถอนเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพและสร้างเป็นลานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 200 ปีของรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ. 2530

ทำความรู้จักประวัติรัชกาลที่ 3
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2367 ถึง พ.ศ. 2394 รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคแห่งการค้าขายที่รุ่งเรืองและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่
- พระนามเดิม: พระองค์ชายทับ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในรัชกาลที่ 2)
- พระราชสมภพ: วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี
- พระราชบิดา: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)
- พระราชมารดา: เจ้าจอมมารดาเรียม (ภายหลังได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุลาลัย)
- ครองราชย์: วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367
- เสด็จสวรรคต: วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 สิริพระชนมายุ 64 พรรษา ทรงครองราชย์ 27 ปี
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
- รัชสมัยของพระองค์เน้นหนักไปที่การค้าขายกับต่างชาติ การเก็บภาษีอากรเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติ และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
- 1. ด้านการค้าและการต่างประเทศ (ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการค้าไทย”)
- การค้าสำเภา: ทรงสนับสนุนการค้าขายทางเรือสำเภากับต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ทำให้เศรษฐกิจของสยามรุ่งเรืองอย่างมาก ทรงนำรายได้ส่วนหนึ่งที่เรียกว่า “เงินถุงแดง” สะสมไว้สำหรับใช้ในยามเกิดศึกสงครามกับต่างชาติ
- การปรับปรุงภาษีอากร: ทรงปรับปรุงระบบการเก็บภาษีอากรแบบใหม่ ทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
- การปราบฝิ่น: ทรงมีพระราชดำริให้มีการปราบปรามฝิ่นอย่างจริงจัง โปรดให้ตราพระราชบัญญัติห้ามสูบ ขาย และนำเข้าฝิ่น
- 2. ด้านการทหารและการป้องกันประเทศ
- สงครามกับเจ้าอนุวงศ์: ทรงส่งกองทัพไปปราบ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ที่เป็นกบฏ (พ.ศ. 2369) จนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
- สงครามกับญวน: ทรงส่งกองทัพไปทำสงครามกับญวนเพื่อปกป้องเขมร (พ.ศ. 2376-2388) และท้ายที่สุดก็สามารถทำให้สยามกับญวนยุติการสู้รบได้ โดยสยามไม่เสียเปรียบ
- สร้างป้อมปราการ: โปรดให้สร้างและซ่อมแซมป้อมปราการหลายแห่งเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก เช่น ป้อมที่เมืองสมุทรปราการ สมุทรสาคร และกาญจนบุรี
- 3. ด้านพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม
- การบูรณปฏิสังขรณ์วัด: ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามเก่าแก่จำนวนมากถึง 35 วัด รวมถึงสร้างวัดใหม่หลายแห่ง เช่น
- วัดราชโอรสารามฯ (วัดประจำรัชกาล)
- วัดเทพธิดารามฯ
- วัดราชนัดดารามฯ (มีโลหะปราสาท)
- วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ทรงบูรณะครั้งใหญ่และรวบรวมจารึกความรู้ด้านต่าง ๆ ไว้ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย”
- พระราชดำรัสสุดท้าย: ก่อนเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชกระแสถึงเรื่องภัยคุกคามจากชาวต่างชาติ ให้คนไทยระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขา และสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ของเขาควรเรียนรู้ไว้
ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดรัชสมัย ทำให้ประเทศมีความมั่งคั่งและเข้มแข็งจนสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากทั้งเพื่อนบ้านและชาติตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมได้
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 3 มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ในการเป็นศูนย์รวมของความสง่างามทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ที่ตั้ง: ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ตั้งอยู่บริเวณ มุมถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนมหาไชย เลขที่ 2 ถนน ราชดำเนินกลาง แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200